เจาะ5ประเด็น เลสเตอร์ซิตี้ ชนะ เชลซี ยึดจ่าฝูงลีก เมื่อวันที่19/01/2021

เจาะ5ประเด็น เลสเตอร์ซิตี้ ชนะ เชลซี ยึดจ่าฝูงลีก เมื่อวันที่19/01/2021

 

 

เจาะ5ประเด็น เลสเตอร์ซิตี้  ชนะ เชลซี ยึดจ่าฝูงลีก เมื่อวันที่19/01/2021

 

 

 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ สามารถนำลูกทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดขึ้นรั้ง จ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ หลังจากที่นำลูกทีมชนะ เชลซี 2-0 ที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในเกมลีก เมื่อวันอังคาร ที่ 19 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา

    ชัยชนะในแมตช์นี้ทำให้ “เลสเตอร์ ซิตี้” เก็บได้ 38 คะแนน ทำให้แซงหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป 1 แต้ม แต่ “แมนยูฯ” มีคิวดวลกับ ฟูแล่ม ในวันพุธนี้ ซึ่งพวกเขาต้องเอาชนะให้ได้ถึงจะแซงกลับมายึดตำแหน่งจ่าฝูงลีกอีกครั้ง

 
          สำหรับผลงานของกุนซือ ร็อดเจอร์ส ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมเอามาก ๆ เพราะตอนที่คุม จิ้งจอกสยาม ครั้งแรกพวกเขาอยู่อันดับ 11 ฟอร์มนั้นก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ แต่ในที่สุดก็สามารถสร้างทีมขึ้นมาจนยึดจ่าฝูง แถมใช้งบประมาณไปแค่ 10 ล้านปอนด์ เท่านั้น ถือว่าน้อยกว่า เชลซี ในยุค แฟร้งค์ แลมพาร์ด หลายร้อยเท่า 

 

1. เล่นแบบมีสติกันสักนิด

เชลซี ต้องเจอกับสถานการณ์ที่แสนยากลำบากอย่างต่อเนื่องภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด และตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาทำให้เห็นแล้วว่า เขาเสียประตูมาตลอดในการเล่นเกมเยือน

        2 ประตูที่เสียไป ที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ทำให้ตอนนี้ทัพ “เซลซี” เสียไปแล้ว 50 ประตู ในยุคของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซึ่งแน่นอนว่านี่คือสถิติที่ไม่ค่อยจะดีเอาซะเลย เพราะ “แฟร้งค์ แลมพาร์ด” คุมทีมยังไม่ถึง 2 ฤดูกาลแต่เสียประตูให้คู่แข่งไปแล้ว 50 ประตู

 จังหวะที่เสียประตูแรกผู้เล่นของ เชลซี มัวแต่วิ่งเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษกันหมด ปล่อยให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้  ยืนโล่ง ๆ ซัดแบบไม่จับส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย ซึ่งจริง ๆ แล้วหากแนวรับของทีมเยือน เล่นแบบมีสติกันสักนิด น่าจะมีใครสักคนที่เข้าไปกดดันไม่ให้ เอ็นดดี้ ได้ยิงง่าย ๆ แบบนี้

          ในขณะที่จังหวะเสียประตูที่ 2 ต้องชมการเล่นสวนกลับที่รวดเร็วของ เลสเตอร์ ซิตี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องตำหนิ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กับ ติอาโก้ ซิลวา ที่เล่นไม่เข้าขากันเลยในแมตช์นี้ และปล่อยให้ เจมส์ แมดดิสัน ได้ยิงแบบสบาย

          สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ต้องบอกว่าเกมรับของ เชลซี ต้องมีการปรับปรุงกันอีกเยอะพอสมควร และหากไม่รีบหาทางแก้ไข พวกเขาอาจจะต้องพบกับฤดูกาลที่แสนน่าผิดหวังในซีซั่น 2020/2021 ก็เป็นได้

 

2.  ไรซ์  นักเตะที่ต้องการดีลที่สุดในตอนนี้

แม้ว่า เชลซี จะใช้จ่ายเงินในการเสริมทัพไปแล้วมากกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าทีมยังคงรู้สึกผิดหวัง ที่ไม่ได้ทุ่มเงินเพื่อซื้อตันักเตะอย่าง เดแคลน ไรซ์ กองกลางนักแข้งดาวดังของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาเสริมทัพ

          ผู้จัดการทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มีข่าวพัวพันกับ “สิงห์บลูส์” มาตลอดในช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายนักเตะก็ไม่ได้ย้ายมาอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างไรก็ตาม ไรซ์ เพิ่งมีข่าวลือกับ เชลซี อีกครั้งในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูหนาว เดือนมกราคมนี้

เหตุผลสำคัญที่ เชลซี จำเป็นต้องให้ดีล ไรซ์ ให้ได้ นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่ทีมขาดผู้นำหรือกองกลางประเภทวิ่งสู้ฟัดกัดคู่แข่งไม่ปล่อย เชลซี มักจะเสียเปรียบในแผงมิดฟิลด์ตลอด 

          โดยเฉพาะในจังหวะที่ เอ็นดิดี้ ยิงประตู ถ้าหากมี ก็องเต้ อยู่ในทีมเขาจะวิ่งเข้ามาบีบไม่ให้คู่แข่ง ได้มีโอกาสซัดประตูสบาย ๆ แบบนี้ ดังนั้น ไรซ์ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้ามารับบทบาทนี้ แต่ด้วยสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ต้องบอกว่าด้อยกว่า เวสต์แฮม ด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวใจ ไรซ์ ให้มาเล่นด้วยกัน 

 ฉะนั้นหาก เชลซี ต้องการให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นจริง ๆ พวกเขาคงต้องทุ่มเงินค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

 

3. ในที่สุดก็ขึ้นจ่าฝูง

เลสเตอร์ ซิตี้ ขยับขึ้นมาเป็น จ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ชั่วคราวในช่วงครึ่งฤดูกาล แต่นี่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมที่จะแย่งแชมป์กับทุกทีม ไม่ว่าจะเป็น  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ  ลิเวอร์พูล 

          ผลงานของ เลสเตอร์ ซิตี้ ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยในแมตช์นี้ทีมของ ผู้จัดการ อย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงแม้ไม่มีนักเตะทักษะสูงค่าตัวมหาศาล แต่ทีมมีสปิริต และการเล่นที่เข้าขากัน ก็สามารถชนะ เชลซี สโมสรที่ทุ่มเงินสร้างทีมมากมายเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา 

ต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ เลสเตอร์ ซิตี้  ในช่วงที่ผ่านมามีความสม่ำเสมออย่างมาก ไล่ตั้งแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่รักษาความเหนียวหนึบได้อย่างสม่ำเสมอจนถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดในลีก ขณะที่ จอห์นนี่ อีแวนส์ กับ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า ก็เป็นคู่หูเกมรับที่แข็งแกร่ง

          ในแผงมิดฟิลด์ ยูริ ตีเลมันส์ เล่นประสานงานกับ เจมส์ แมดดินสัน ได้อย่างลงตัว และทั้งคู่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาเยอะมาก ส่วน ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และ เจมี่ วาร์ดี้ ต้องบอกเลยว่าเล่นได้อย่างเข้าขา และสามารถขู่เกมรับของคู่แข่งได้ตลอด

          อาจจะมีการโต้เถียงกันว่า ทีมชุดนี้สไตล์การเล่น และผลงานค่อนข้างจะโดดเด่น และเหนือกว่าในยุคที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมทีมอยู่ แต่อย่าลืมว่า “เดอะ ฟ็อกซ์” ชุดนั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ดังนั้นหากจะให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ร็อดเจอร์ส ต้องทำให้ได้เหมือนกับกัปตันทีมเลือดมะกะโรนี สร้างเอาไว้

 

4. ร็อดเจอร์ส พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขานำทัพไปได้ไกล

          เบรนดอน ร็อดเจอร์ สามารถทำให้โลกลูกหนังได้ประจักษ์แล้วว่าเขาก็คือหนึ่งในกัปตันทีมยอดฝีมือเช่นเดียวกัน หลังจากเขาที่ค่อย ๆ พัฒนา เลสเตอร์ ซิตี้ จากทีมที่มีฟอร์มย่ำแย่สุด ๆ จนกลายสภาพมาเป็นสโมสรที่แข็งแกร่งในปัจจุบันนี้

          “บี-ร็อด” เข้ามารับหน้าที่แทน โคล้ด ปูแอล ที่ถูกเด้งพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 โดยในเวลานั้น เลสเตอร์ ซิตี้ รั้งอยู่อันดับ 11 และสถานการณ์ก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ปลุกปั้นทีมจนสามารถเก็บชัยชนะ และเล่นด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม 

จนตอนนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ รั้งตำแหน่งจ่าฝูงได้สำเร็จ แถมยังใช้เงินในการเสริมทัพไปแค่ 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท) เท่านั้น  ต้องยอมรับว่าฝีมือของ นายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือ นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ และงานนี้บรรดาทีมใหญ่ที่จะดวลกับทัพ “เลสเตอร์ ซิตี้” ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี ๆ

          เนื่องจากตอนนี้ ร็อดเจอร์ส สามารถปลดล็อกในการปะทะกับสโมสรท็อปโฟร์ได้หมดแล้ว นับตั้งแต่ที่ทำงานเป็นผู้จัดการทีม เพราะก่อนหน้านี้มีแค่สโมสรเดียวเท่านั้น ที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้นั่นก็คือ เชลซี แต่ตอนนี้สถิติดังกล่าวได้จบสิ้นไปเรียบร้อยเมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ผ่านมา 

 

5. อนาคตของ แลมพาร์ด 

ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเปิดฉาก เชลซี ได้รับการคาดหมายให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ลีก ด้วยขุมกำลังของทีม และการเสริมทัพ พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะขึ้นมาแย่งแชมป์แล้ว แต่ผลงานในตอนนี้แค่จะลุ้นอันดับท็อปโฟร์ยังว่ายากเลย

          การเก็บได้แค่ 7 แต้มจาก 24 คะแนนถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุดของทีมเซลซี นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อันดับของ เชลซี อยู่ร่วงไปอยู่ที่ 8 ในตอนนี้โดยมีแค่ 29 คะแนน ห่างจากท็อปโฟร์ 5 แต้ม แม้ดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ฟอร์มแบบนี้คงยากที่จะทำอันดับขึ้นไปได้

 นี่ถ้าหาก เซาธ์แฮมป์ตัน กับ แอสตัน วิลล่า ที่แข่งน้อยกว่าสามารถเก็บชัยชนะ ในนัดตกค้างได้ อันดับของ “สิงโตน้ำเงินคราม” คงรูดมหาราชยิ่งกว่านี้ ฉะนั้นนี่คือช่วงเวลาที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญภายในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมคงไม่ต้องการให้สโมสรแห่งนี้ตกต่ำไปกว่านี้แน่นอน

 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่หวยจะมาออกที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เพราะก่อนหน้านี้สถานการณ์ของเขาก็ล่อแหลม ที่จะโดนปลดมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังรอดมาได้ อย่างไรก็ตามจากผลงานย่ำแย่แบบนี้ทั้ง ๆ ที่ “เสี่ยหมี” ไว้วางใจทุ่มเงินสร้างทีมกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท) ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา น่าจะถึงเวลาที่ “แลมพาร์ด” จะโดนเชือดเอาซะแล้ว 

 

 

เจาะ5ประเด็น เลสเตอร์ซิตี้ ชนะ เชลซี ยึดจ่าฝูงลีก เมื่อวันที่19/01/2021

 

แทงบอลออนไลน์

สมัครเว็บคาสิโนออนไลน์